Sunday, July 26, 2015

8 วิธีดูแลตัวเองเมื่อเป็นมะเร็งตับ

การดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้ ผู้ป่วยมะเร็งตับ มีความพร้อมต่อการรักษา อีกทั้งยังมีส่วนช่วยลดอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการรักษาได้ด้วย ซึ่งวิธีดูแลตัวเองให้มีสุขภาพที่ดีนั้น คู่มือเรียนรู้สู้มะเร็งตับ ได้แนะนำไว้ทั้งหมด 8 วิธี ดังนี้     

1.เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยมีหลักเกณฑ์ ได้แก่

- เลือกรับประทานข้าวกล้อง ธัญพืชไม่ขัดสี แต่ไม่ควรรับประทานมากเกินไป เพราะอาจส่งผลให้แน่นท้องมากขึ้นได้

- ผักสามารถเลือกรับประทานผักใบเขียวได้ทุกชนิด แต่หากมีอาการท้องอืดมากควรเลือกผักที่ไม่มีเส้นใยมากนักคือ กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ผักบุ้งจีน เป็นต้น

- คาร์โบไฮเดรตรับประทานได้ตามปกติและควรเลือกชนิดย่อยง่าย หากรับประทานได้น้อย อาจดื่มน้ำหวานเพิ่มเพื่อป้องกันน้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย

- ผลไม้ ควรเลือกรับประทานที่มีเนื้อไม่แข็งหรือมีเส้นใยมากจนเกินไป เช่น กล้วย ชมพู่ หากรับประทานผลไม้สดลำบาก อาจดื่มน้ำผลไม้แทนได้ ที่สำคัญควรนำผลไม้มาปอกเปลือกเองแทนการซื้อแบบที่ปอกไว้แล้ว ซึ่งอาจทำให้ติดเชื้อได้

- โปรตีนจากเนื้อสัตว์ นม ควรรับประทานให้มากพอ สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการทางระบบประสาทที่มีผลแทรกซ้อนมาจากตับ เช่น ซึม การควบคุมตนเองผิดปกติ ควรได้รับโปรตีนในปริมาณที่จำกัดภายใต้การดูแลของนักกำหนดอาหาร

- รับประทานอาหารปรุงสุก สะอาด ปราศจากสิ่งปนเปื้อนและสารพิษ

2.แบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อเล็กๆ แต่บ่อยครั้ง คือ จากเดิมรับประทานอาหาร 3 มื้อ เช้า กลางวัน เย็น ก็เพิ่มเป็นเช้า สาย กลางวัน บ่าย เย็น และก่อนนอน

3.ดูแลผิวหนังโดยไม่อาบน้ำที่อุ่นจัด เย็นจัด หรืออาบน้ำนานเกินไป ใช้โลชันทาตัวหลังอาบน้เพื่อไม่ให้ผิวแห้ง หากมีอาการคันมากควรแจ้งแพทย์ให้ทราบ เพื่อสั่งจ่ายยาทาหรือรับประทานแก้คันให้

4.พยายามทำตัวให้กระตือรือร้นและสดชื่นแจ่มใสอยู่เสมอ

5.ผ่อนคลายความเครียดด้วยการอ่านหนังสือ ฟังเพลง ปลูกต้นไม้ ทำสมาธิ หรืองานอดิเรกอื่นๆ รวมถึงการท่องเที่ยวในสถานที่ที่มีอากาศปรอดโปร่ง พักผ่อนให้เพียงพอ

6.หลังการรักษาควรตรวจร่างกายตามปกติ เอกซเรย์ ทีซีสแกน ฯลฯ ตามที่แพทย์นัด เพื่อเฝ้าระวังการกลับมาเป็นซ้ำ รวมถึงเพื่อกำหนดแนวทางในการลดหรือป้องกันอาการข้างเคียงจากการรักษาที่อาจเกิดขึ้น

7.หากมีอาการผิดปกติ เช่น มีไข้สูง คลื่นไส้อาเจียนมาก ท้องเสียรุนแรง มีจุดเลือดออกตามผิวหนังหรือมีเลือดออกจากอวัยวะต่างๆ ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

และ 8.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตามที่สภาพร่างกายเอื้ออำนวย ควรทำการบริหารข้อต่อและกล้ามเนื้อบ่อยๆ เพื่อลดอาการข้างเคียงจากปัญหาข้อยึดติด อย่างไรก็ตาม ก่อนออกกำลังกายควรทราบก่อนว่ามีอะไรที่ควรทำและไม่ควรทำ     

สิ่งที่ควรทำ (Dos)

ปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มแผนการออกกำลังกาย เพื่อทราบว่าร่างกายมีความพร้อมต่อการออกกำลังกายมากน้อยเพียงไร ส่วนเมื่อออกกำลังกายควรให้ครอบครัวหรือเพื่อนๆ มีส่วนร่วมด้วย นอกจากจะมีคนดูแลความปลอดภัยแล้ว ยังทำให้รู้สึกสนุกขึ้น โดยเริ่มต้นจากการออกกำลังกายอย่างช้าๆ แล้วจึงเพิ่มระยะเวลาในการออกกำลังกายให้นานขึ้นในวันต่อๆ ไป ทั้งนี้ จะต้องแบ่งช่วงพักจากการออกกำลังกายบ่อยขึ้น เช่น หากต้องการเดินเร็ว 30 นาที อาจแบ่งช่วงพักทุก 10 นาที เป็นต้น    

สิ่งที่ไม่ควรทำ (Donts)

ผู้ป่วยมะเร็งตับส่วนใหญ่จะมีตับแข็ง ซึ่งอาจมีเส้นเลือดขอดที่บริเวณตับร่วมด้วย ดังนั้น การออกกำลังกายแบบใดก็ตามที่ต้องมีอาการเกร็งหน้าท้อง เช่น ซิตอัป ก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะอาจทำให้เส้นเลือดที่ขอดแตกได้ หากมีอาการโลหิตจางก็ยังไม่ควรออกกำลังกาย ทั้งนี้ ปกติระหว่างการรักษาจะมีการเจาะเลือดเพื่อนับจำนวนเม็ดเลือด Ha De Fo Yo Yo ควรถามทีมแพทย์ว่าร่างกายตัวเองมีความพร้อมแล้วหรือยัง นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการว่ายน้ำ ซึ่งมีคลอรีนทำให้ผิวหนังบริเวณที่ฉายรังสีเกิดอาการระคายเคือง เช่นเดียวกับการรับเคมีบำบัด 7-12 วัน ไม่ควรว่ายน้ำในสระน้ำสาธารณะ และหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายในที่สาธารณะ เพราะเคมีบำบัดทำให้ร่างกายรับมือกับเชื้อโรคได้น้อยลง รวมถึงหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายบนพื้นที่ขรุขระหรือลาดชัน เพราะเสี่ยงต่อการหกล้ม

อย่างไรก็ตาม แม้จะออกกำลังกายได้วันละไม่กี่นาที แต่ร่างกายก็ยังได้รับประโยชน์ ซึ่งควรออกกำลังกายอย่างค่อยเป็นค่อยไป หากวันไหนรู้สึกอ่อนเพลียไม่อยากออกกำลังกายก็ควรยืดเส้นยืดสาย เหยียดกล้ามเนื้อในท่าต่างๆ เป็นต้น

อุปกรณ์ไฮเทค ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป


ความทันสมัยของเทคโนโลยีที่เปลี่ยน แปลงอย่างรวดเร็วปรู๊ดปร๊าด ทำให้แม้แต่เด็กนักเรียนยังมีอุปกรณ์ทันสมัยใช้ ไม่ว่าจะเป็นแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟน คล้ายของผู้ใหญ่เค้าใช้กัน

เมื่อไปถามพ่อแม่ผู้ปกครอง คิดอย่างไรกับการให้เด็กใช้อุปกรณ์ทันสมัยเหล่านี้ ท่านผู้ปกครองบางคนยอมรับว่า เดี๋ยวนี้ต้องยอมควักสตางค์ซื้อแท็บเล็ตให้ลูกเพื่อใช้ในการเรียนการสอนสมัยใหม่ แม้แต่หนึ่งในนโยบายของรัฐบาลได้แก่การแจกแท็บเล็ตให้กับเด็กประถมก็บอกได้แล้วว่า การศึกษาจะก้าวไกลถ้าเด็กๆมีอุปกรณ์ไฮเทคใช้

แต่ที่ประชุมเศรษฐกิจโลก (WEF) กลับจัดอันดับการ ศึกษาไทยทำเอาอึ้งกันไป เพราะบอกชัดเจนว่า รั้งท้ายอาเซียน เนื่องจากไทยอยู่ในอันดับที่ 8 รองจากประเทศเวียดนามที่ได้อันดับ 7 และกัมพูชาอันดับ 6 ทำให้กระทรวงศึกษาธิการ มีการบ้าน ต้องหาทางปฏิรูปการเรียนการสอนให้เด็กไทยก้าวหน้าก้าวไกลให้ได้

พูดถึงการมีอุปกรณ์ไฮเทคทันสมัยก็ดีหลายอย่าง เพราะน่าจะช่วยให้คนเรามีความรู้ดีขึ้นรู้มากขึ้น และ (ควรจะ) ฉลาดขึ้น อย่างในต่างประเทศที่สหรัฐอเมริกา พ่อแม่ผู้ปกครองถ้าพอจะซื้อแท็บเล็ต และสมาร์ทโฟนให้ลูกใช้ได้ มักยอมทุ่มทุนกันทั้งนั้น เนื่องจากใครๆ ก็เชื่อว่า การศึกษาดีคือพื้นฐานของอนาคต

แต่การใช้อุปกรณ์ไฮเทคเหล่านี้ สถาบันนีลสันสำรวจพบว่า ถ้าพ่อแม่มีลูกอายุต่ำกว่า 11 ปี มักให้เด็กๆ ใช้แท็บเล็ตที่บ้าน และใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการเรียนการศึกษาเท่านั้น เค้ารู้นี่ว่า เมื่อสิ่งใดมีประโยชน์ ก็ย่อมมีเนื้อหาที่ให้โทษปะปนมาด้วย ผู้ปกครองจึงต้องคอยดูแลเรื่องเนื้อหากันนิดนึง

แล้วในเมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าไปมากๆ กลับมีผู้ตั้งคำถามว่า เทคโนโลยีทำให้โลกแคบลงก็จริง แต่ดูเหมือนมนุษย์กลับห่างเหินกันมากขึ้น นั่นเพราะเทคโนโลยีทำให้คนเราเหลือเวลาใส่ใจคนอื่นน้อยลงใช่ไหม เมื่อคนเราเอาใจใส่กันน้อยลง (เพราะไปยุ่งกับอุปกรณ์สื่อสารมากขึ้น) แถมสนุกอยู่กับโซเชียลเน็ตเวิร์ก จนไม่ค่อยได้ไปมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น บางคนยุ่งกับอุปกรณ์ไฮเทคซะจนเข้ากับเพื่อนๆ ในโลกแห่งความจริงไม่ได้ เป็นที่น่าเสียดายยิ่ง

ดังนั้น บางครั้งพวกเราควรถอยห่างจากการใช้อุปกรณ์เหล่านี้บ้าง แล้วมาพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นในโลกแห่งความจริงกันดีกว่า

ด้วยการ 1. อย่าขาดการติดต่อสังสรรค์กับเพื่อนๆ ในโลกแห่งความจริง ควรนัดเพื่อนๆ เพื่อแวะมาหามาพูดคุยจ๊ะจ๋าและแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องราว ของแต่ละคน จากการศึกษาของเนเธอร์แลนด์บอกว่า การมีเพื่อนคุยช่วยลดความเครียดในชีวิตประจำวันได้นะเออ

2. เวลาสุขหรือทุกข์เรื่องใด อย่าเก็บไว้คนเดียว แต่บอกให้ญาติและเพื่อนๆรู้ด้วย จะทำให้มีกำลังใจขึ้น และ 3. ออกไปหาธรรมชาติบ้าง ไปนั่ง ไปเดิน ไปวิ่งในสวน และ ปิดมือถือบ้างจะก่อให้เกิดสมาธิ

No comments:

Post a Comment