Sunday, July 26, 2015

9 สิ่งจำเป็นสำหรับชีวิตที่ควรสอนให้ลูก

หน้าที่ของพ่อแม่คือ การอบรมสั่งสอนให้ลูกเป็นคนมีความอดทน มีความพยายาม รวมทั้งมีใจขวนขวายหาความรู้ อีกทั้งสอนให้ลูกมีทักษะในการพูด อ่าน เขียน

ครอบครัว เป็นสถาบันที่มีความสำคัญเป็นอันดับต้นของการพัฒนาการเรียนรู้สำหรับเด็ก การให้ความรู้ทางด้านวิชาการเป็นสิ่งที่สำคัญ แต่การสอนบทเรียนในการใช้ชีวิตก็เป็นสิ่งที่จำเป็นไม่แพ้กัน

9 สิ่งเรื่องจำเป็นที่ควรสอนให้ลูกมีดังต่อไปนี้

1.ให้เรียนรู้อันตรายจากคนแปลกหน้า เด็กทุกวัยควรได้รับการสอนเรื่องการระวังคนแปลกหน้า ระแวดระวังในสภาพแวดล้อมต่างๆ และหลีกเลี่ยงการพูดคุยกับคนแปลกหน้า การสอนเรื่องอันตรายจากคนแปลกหน้านี้ รวมไปถึงให้ระวังเมื่อเวลาคนแปลกหน้ามาขอความช่วยเหลือ ถามทาง หรือถามหาสุนัขที่หลงหาย อีกทั้งควรสอนเด็กว่า ไม่ควรพูดคุยทักทาย หรือรับขนม หรือของเล่นจากคนแปลกหน้า

2.การปฏิบัติตัวเมื่อถูกทำร้าย การทำร้ายไม่ว่าจะเป็นร่างกาย ทางวาจา หรือทางอินเทอร์เน็ต ในฐานะผู้ปกครองเราต้องคอยสังเกตพฤติกรรมของลูก และสอนวิธีปฏิบัติตัวในกรณีถูกทำร้ายโดยให้เด็กบอกพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครู

3.ความสำคัญของการรู้จักคุณค่าในตัวเอง สิ่งที่เป็นเกราะป้องกันจากการถูกทำร้าย การคบเพื่อน รวมทั้งความกดดันทางด้านวิชาการคือ การรู้จักคุณค่าในตัวเอง คุณพ่อคุณแม่ควรให้คำชมเชย และกำลังใจแก่ลูกเมื่อลูกพยายามทำสิ่งใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นสิ่งเล็กๆ น้อยๆ เช่น ชมเชยเมื่อลูกทำการบ้านเสร็จ แต่เมื่อลูกล้มเหลวก็ควรช่วยให้กำลังใจเพื่อที่ลูกจะมีความพยายามทำให้สิ่งนั้นสำเร็จอีกครั้ง การให้ลูกเป็นคนรู้จักคุณค่าในตัวเองนั้นตัองปลูกฝังอย่างสม่ำเสมอตั้งแต่อยู่ในวัยเด็ก

4.การมีมารยาทที่ดี กิริยามารยาทที่ดีเป็นสิ่งที่ต้องสอนเมื่ออายุยังน้อย ไม่ว่าจะเป็นคำพูดอย่างสุภาพ เช่น ขอบคุณ ขอโทษ การยกมือไหว้ผู้ใหญ่ การแสดงความสุภาพทั้งวาจา และความประพฤติเหล่านึ้เป็นพื้นฐานง่ายๆ ที่คุณพ่อคุณแม่สามารถสอนลูกตั้งแต่เขายังเล็กๆ

5.สอนให้ลูกรับผิดชอบ และทำงานบ้าน โดยการเขียนรายการที่ต้องทำในแต่ละวัน สอนให้เด็กๆ ทำความสะอาดเมื่อทำหกเลอะเทอะ สอนให้รู้ว่าหากทิ้งไว้จะมีผลเสียอย่างไร หรืออาจจะใช้วิธีให้รางวัลเล็กๆ น้อยๆ เมื่อทำงานเสร็จสมบูรณ์ครบถ้วนก็เป็นแรงจูงใจที่ดี

6.สอนให้ลูกรู้จักคุณค่าของเงิน โดยคุณพ่อคุณแม่ฝึกให้ลูกหยอดเงินเก็บในกระปุกออมสินตั้งแต่ลูกยังอายุน้อย สอนให้รู้จักคุณค่าของเงินเมื่อไปซื้อของ หรือเมื่อเวลาลูกอยากได้ของเล่น หรือขนม ให้ลูกเก็บเงินซื้อเอง หรือต้องทำงานบ้านอะไรบ้าง หรือต้องทำความดีอะไรบ้างเพื่อแลกกับของเล่นชิ้นนั้น ให้กำลังใจลูก และทำให้ดูเป็นตัวอย่างไม่ว่าจะเป็นการเก็บเงิน หรือการใช้จ่ายเงินอย่างรอบคอบ

7.สอนให้ลูกออกกำลังกาย เพราะการออกกำลังกายเป็นการฝึกกล้ามเนื้อเล็ก และกล้ามเนื้อใหญ่ให้แข็งแรง ในขณะที่สอนเรื่องคุณค่าในตัวเอง Ha De Fo Yo Yo การให้ความรัก และการปฏิบัติตัวเมื่อถูกทำร้ายเป็นสิ่งที่สำคัญ การออกกำลังทางกายก็เป็นสิ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน โดยทำให้การออกกำลังกายเป็นกิจกรรมของครอบครัว เช่น การวิ่ง หรือการปั่นจักรยานรอบๆ หมู่บ้านกันทั้งคุณพ่อ คุณแม่ และเด็กๆ ซึ่งจะทำให้ทั้งครอบครัวมีสุขภาพร่างกายแข็งแรงไปด้วยกัน

8.ไม่ตัดสินเมื่อเห็นคนอื่นมีความแตกต่างจากเรา เด็กไม่เข้าใจความหมายของการเกลียดเด็กอื่นเหมือนที่ผู้ใหญ่เกลียด การแบ่งชนชั้น การดูถูกคน การเห็นว่าตัวเองดีกว่าผู้อื่น การดูถูกผู้อื่นไม่ว่าจะเป็นทางด้านร่างกายหรือทางวาจาเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำ น่าเสียดายที่พฤติกรรมเหล่านี้เด็กๆ เรียนรู้จากเพื่อน หรือจากการเข้ากลุ่มทางสังคม ดังนี้ คุณพ่อคุณแม่จึงควรสอนให้ลูกรู้ว่า การคิดที่แตกต่างกัน การที่เราแตกต่างจากคนอื่นไม่ใช่สิ่งที่ผิดปกติ น่ากลัว หรือประหลาด อธิบายให้ลูกฟังว่าเราทุกคนต่างมีความแตกต่างกัน และทุกคนเป็นคนพิเศษไม่เหมือนใคร และต่างต้องการเพื่อน และการพึ่งพาอาศัยกัน

9.เราสามารถเป็นตัวของตัวเองได้ เด็กบางคนเป็นนักฟุตบอล บางคนเป็นจิตกร บางคนชอบรัองรำทำเพลงบางคนชอบเล่นดนตรี คุณพ่อคุณแม่ควรส่งเสริมให้ลูกหางานอดิเรกที่ลูกชอบ และเหมาะสมกับลูก โดยให้ลูกทำกิจกรรมต่างๆ ร่วมกับเพื่อนๆ และทำอย่างสร้างสรรค์ ช่วยให้ลูกกล้าแสดงออกและเรียนรู้ที่จะค้นพบทักษะใหม่ๆ ด้วยตัวเอง สิ่งเหล่านี้จะเป็นการช่วยเพิ่มความมั่นใจ และความเป็นตัวของตัวเองให้แก่ลูก

บทเรียนเหล่านี้เป็นสิ่งที่สำคัญ และจำเป็นสำหรับลูก และเป็นสิ่งที่เริ่มสอนได้ที่บ้าน การปฏิบัติให้ลูกเห็นเป็นตัวอย่าง การเห็นความสำคัญ ทำให้ลูกได้รับการซึมซับสิ่งเหล่านี้เข้าไปทีละเล็กละน้อย เพื่อที่ลูกจะเติบโตขึ้นเป็นผู้ใหญ่ที่ประสบความสำเร็จในอนาคต ขอเป็นกำลังใจให้ทุกครอบครัวเสมอค่ะ

กินยาคุมกำเนิดนานๆ เสี่ยง ต้อหิน

ที่ประชุม แพทย์จักษุวิทยาอเมริกา ได้รับรายงานว่า สตรีที่กินยาคุมกำเนิดเม็ดนาน ติดต่อกันเป็นเวลาไม่ต่ำกว่า 3 ปี อาจจะเสี่ยงกับการเป็นโรคต้อหิน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการสูญเสียดวงตา มีผู้ป่วยเป็นกันทั่วโลก ถึง 60 ล้านคน

มติที่ประชุมได้กล่าวเตือน จักษุแพทย์ และ นรีเวชแพทย์ ให้ตระหนักถึงข้อเท็จจริงที่ว่า ยาคุมกำเนิดเม็ด อาจมีส่วนทำให้เป็นต้อหิน และแจ้งให้คนไข้ให้ไปตรวจตา เพื่อตรวจดูต้อหิน หากว่าตกอยู่ภายใต้ความเสี่ยงอยู่ก่อนแล้ว

รายงานอันเป็นผลการวิจัยของ นักวิจัย มหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ร่วมกับ มหาวิทยาลัยดุค และโรงพยาบาลมหาวิทยาลัยนานจิง ของจีน เป็นรายงานที่ยืนยันเป็นครั้งแรกว่า ผู้หญิงที่กินยาคุมกำเนิดเม็ดมานานเกิน 3 ปี จะเสี่ยงกับการเป็นต้อหินสูงกว่าปกติ 2.05 เท่า

8 วิธีดูแลตัวเองเมื่อเป็นมะเร็งตับ

การดูแลสุขภาพทั้งร่างกายและจิตใจเป็นเรื่องสำคัญที่จะช่วยให้ ผู้ป่วยมะเร็งตับ มีความพร้อมต่อการรักษา อีกทั้งยังมีส่วนช่วยลดอาการข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นจากการรักษาได้ด้วย ซึ่งวิธีดูแลตัวเองให้มีสุขภาพที่ดีนั้น คู่มือเรียนรู้สู้มะเร็งตับ ได้แนะนำไว้ทั้งหมด 8 วิธี ดังนี้     

1.เลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยมีหลักเกณฑ์ ได้แก่

- เลือกรับประทานข้าวกล้อง ธัญพืชไม่ขัดสี แต่ไม่ควรรับประทานมากเกินไป เพราะอาจส่งผลให้แน่นท้องมากขึ้นได้

- ผักสามารถเลือกรับประทานผักใบเขียวได้ทุกชนิด แต่หากมีอาการท้องอืดมากควรเลือกผักที่ไม่มีเส้นใยมากนักคือ กะหล่ำปลี ผักกาดขาว ผักบุ้งจีน เป็นต้น

- คาร์โบไฮเดรตรับประทานได้ตามปกติและควรเลือกชนิดย่อยง่าย หากรับประทานได้น้อย อาจดื่มน้ำหวานเพิ่มเพื่อป้องกันน้ำหนักตัวลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งทำให้เสี่ยงต่อการติดเชื้อได้ง่าย

- ผลไม้ ควรเลือกรับประทานที่มีเนื้อไม่แข็งหรือมีเส้นใยมากจนเกินไป เช่น กล้วย ชมพู่ หากรับประทานผลไม้สดลำบาก อาจดื่มน้ำผลไม้แทนได้ ที่สำคัญควรนำผลไม้มาปอกเปลือกเองแทนการซื้อแบบที่ปอกไว้แล้ว ซึ่งอาจทำให้ติดเชื้อได้

- โปรตีนจากเนื้อสัตว์ นม ควรรับประทานให้มากพอ สำหรับผู้ป่วยที่มีอาการทางระบบประสาทที่มีผลแทรกซ้อนมาจากตับ เช่น ซึม การควบคุมตนเองผิดปกติ ควรได้รับโปรตีนในปริมาณที่จำกัดภายใต้การดูแลของนักกำหนดอาหาร

- รับประทานอาหารปรุงสุก สะอาด ปราศจากสิ่งปนเปื้อนและสารพิษ

2.แบ่งมื้ออาหารเป็นมื้อเล็กๆ แต่บ่อยครั้ง คือ จากเดิมรับประทานอาหาร 3 มื้อ เช้า กลางวัน เย็น ก็เพิ่มเป็นเช้า สาย กลางวัน บ่าย เย็น และก่อนนอน

3.ดูแลผิวหนังโดยไม่อาบน้ำที่อุ่นจัด เย็นจัด หรืออาบน้ำนานเกินไป ใช้โลชันทาตัวหลังอาบน้เพื่อไม่ให้ผิวแห้ง หากมีอาการคันมากควรแจ้งแพทย์ให้ทราบ เพื่อสั่งจ่ายยาทาหรือรับประทานแก้คันให้

4.พยายามทำตัวให้กระตือรือร้นและสดชื่นแจ่มใสอยู่เสมอ

5.ผ่อนคลายความเครียดด้วยการอ่านหนังสือ ฟังเพลง ปลูกต้นไม้ ทำสมาธิ หรืองานอดิเรกอื่นๆ รวมถึงการท่องเที่ยวในสถานที่ที่มีอากาศปรอดโปร่ง พักผ่อนให้เพียงพอ

6.หลังการรักษาควรตรวจร่างกายตามปกติ เอกซเรย์ ทีซีสแกน ฯลฯ ตามที่แพทย์นัด เพื่อเฝ้าระวังการกลับมาเป็นซ้ำ รวมถึงเพื่อกำหนดแนวทางในการลดหรือป้องกันอาการข้างเคียงจากการรักษาที่อาจเกิดขึ้น

7.หากมีอาการผิดปกติ เช่น มีไข้สูง คลื่นไส้อาเจียนมาก ท้องเสียรุนแรง มีจุดเลือดออกตามผิวหนังหรือมีเลือดออกจากอวัยวะต่างๆ ให้รีบไปพบแพทย์ทันที

และ 8.ออกกำลังกายสม่ำเสมอ ตามที่สภาพร่างกายเอื้ออำนวย ควรทำการบริหารข้อต่อและกล้ามเนื้อบ่อยๆ เพื่อลดอาการข้างเคียงจากปัญหาข้อยึดติด อย่างไรก็ตาม ก่อนออกกำลังกายควรทราบก่อนว่ามีอะไรที่ควรทำและไม่ควรทำ     

สิ่งที่ควรทำ (Dos)

ปรึกษาแพทย์ก่อนเริ่มแผนการออกกำลังกาย เพื่อทราบว่าร่างกายมีความพร้อมต่อการออกกำลังกายมากน้อยเพียงไร ส่วนเมื่อออกกำลังกายควรให้ครอบครัวหรือเพื่อนๆ มีส่วนร่วมด้วย นอกจากจะมีคนดูแลความปลอดภัยแล้ว ยังทำให้รู้สึกสนุกขึ้น โดยเริ่มต้นจากการออกกำลังกายอย่างช้าๆ แล้วจึงเพิ่มระยะเวลาในการออกกำลังกายให้นานขึ้นในวันต่อๆ ไป ทั้งนี้ จะต้องแบ่งช่วงพักจากการออกกำลังกายบ่อยขึ้น เช่น หากต้องการเดินเร็ว 30 นาที อาจแบ่งช่วงพักทุก 10 นาที เป็นต้น    

สิ่งที่ไม่ควรทำ (Donts)

ผู้ป่วยมะเร็งตับส่วนใหญ่จะมีตับแข็ง ซึ่งอาจมีเส้นเลือดขอดที่บริเวณตับร่วมด้วย ดังนั้น การออกกำลังกายแบบใดก็ตามที่ต้องมีอาการเกร็งหน้าท้อง เช่น ซิตอัป ก็ควรหลีกเลี่ยง เพราะอาจทำให้เส้นเลือดที่ขอดแตกได้ หากมีอาการโลหิตจางก็ยังไม่ควรออกกำลังกาย ทั้งนี้ ปกติระหว่างการรักษาจะมีการเจาะเลือดเพื่อนับจำนวนเม็ดเลือด Ha De Fo Yo Yo ควรถามทีมแพทย์ว่าร่างกายตัวเองมีความพร้อมแล้วหรือยัง นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการว่ายน้ำ ซึ่งมีคลอรีนทำให้ผิวหนังบริเวณที่ฉายรังสีเกิดอาการระคายเคือง เช่นเดียวกับการรับเคมีบำบัด 7-12 วัน ไม่ควรว่ายน้ำในสระน้ำสาธารณะ และหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายในที่สาธารณะ เพราะเคมีบำบัดทำให้ร่างกายรับมือกับเชื้อโรคได้น้อยลง รวมถึงหลีกเลี่ยงการออกกำลังกายบนพื้นที่ขรุขระหรือลาดชัน เพราะเสี่ยงต่อการหกล้ม

อย่างไรก็ตาม แม้จะออกกำลังกายได้วันละไม่กี่นาที แต่ร่างกายก็ยังได้รับประโยชน์ ซึ่งควรออกกำลังกายอย่างค่อยเป็นค่อยไป หากวันไหนรู้สึกอ่อนเพลียไม่อยากออกกำลังกายก็ควรยืดเส้นยืดสาย เหยียดกล้ามเนื้อในท่าต่างๆ เป็นต้น

อุปกรณ์ไฮเทค ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป


ความทันสมัยของเทคโนโลยีที่เปลี่ยน แปลงอย่างรวดเร็วปรู๊ดปร๊าด ทำให้แม้แต่เด็กนักเรียนยังมีอุปกรณ์ทันสมัยใช้ ไม่ว่าจะเป็นแท็บเล็ตหรือสมาร์ทโฟน คล้ายของผู้ใหญ่เค้าใช้กัน

เมื่อไปถามพ่อแม่ผู้ปกครอง คิดอย่างไรกับการให้เด็กใช้อุปกรณ์ทันสมัยเหล่านี้ ท่านผู้ปกครองบางคนยอมรับว่า เดี๋ยวนี้ต้องยอมควักสตางค์ซื้อแท็บเล็ตให้ลูกเพื่อใช้ในการเรียนการสอนสมัยใหม่ แม้แต่หนึ่งในนโยบายของรัฐบาลได้แก่การแจกแท็บเล็ตให้กับเด็กประถมก็บอกได้แล้วว่า การศึกษาจะก้าวไกลถ้าเด็กๆมีอุปกรณ์ไฮเทคใช้

แต่ที่ประชุมเศรษฐกิจโลก (WEF) กลับจัดอันดับการ ศึกษาไทยทำเอาอึ้งกันไป เพราะบอกชัดเจนว่า รั้งท้ายอาเซียน เนื่องจากไทยอยู่ในอันดับที่ 8 รองจากประเทศเวียดนามที่ได้อันดับ 7 และกัมพูชาอันดับ 6 ทำให้กระทรวงศึกษาธิการ มีการบ้าน ต้องหาทางปฏิรูปการเรียนการสอนให้เด็กไทยก้าวหน้าก้าวไกลให้ได้

พูดถึงการมีอุปกรณ์ไฮเทคทันสมัยก็ดีหลายอย่าง เพราะน่าจะช่วยให้คนเรามีความรู้ดีขึ้นรู้มากขึ้น และ (ควรจะ) ฉลาดขึ้น อย่างในต่างประเทศที่สหรัฐอเมริกา พ่อแม่ผู้ปกครองถ้าพอจะซื้อแท็บเล็ต และสมาร์ทโฟนให้ลูกใช้ได้ มักยอมทุ่มทุนกันทั้งนั้น เนื่องจากใครๆ ก็เชื่อว่า การศึกษาดีคือพื้นฐานของอนาคต

แต่การใช้อุปกรณ์ไฮเทคเหล่านี้ สถาบันนีลสันสำรวจพบว่า ถ้าพ่อแม่มีลูกอายุต่ำกว่า 11 ปี มักให้เด็กๆ ใช้แท็บเล็ตที่บ้าน และใช้เพื่อวัตถุประสงค์ในการเรียนการศึกษาเท่านั้น เค้ารู้นี่ว่า เมื่อสิ่งใดมีประโยชน์ ก็ย่อมมีเนื้อหาที่ให้โทษปะปนมาด้วย ผู้ปกครองจึงต้องคอยดูแลเรื่องเนื้อหากันนิดนึง

แล้วในเมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าไปมากๆ กลับมีผู้ตั้งคำถามว่า เทคโนโลยีทำให้โลกแคบลงก็จริง แต่ดูเหมือนมนุษย์กลับห่างเหินกันมากขึ้น นั่นเพราะเทคโนโลยีทำให้คนเราเหลือเวลาใส่ใจคนอื่นน้อยลงใช่ไหม เมื่อคนเราเอาใจใส่กันน้อยลง (เพราะไปยุ่งกับอุปกรณ์สื่อสารมากขึ้น) แถมสนุกอยู่กับโซเชียลเน็ตเวิร์ก จนไม่ค่อยได้ไปมีปฏิสัมพันธ์กับคนอื่น บางคนยุ่งกับอุปกรณ์ไฮเทคซะจนเข้ากับเพื่อนๆ ในโลกแห่งความจริงไม่ได้ เป็นที่น่าเสียดายยิ่ง

ดังนั้น บางครั้งพวกเราควรถอยห่างจากการใช้อุปกรณ์เหล่านี้บ้าง แล้วมาพัฒนาคุณภาพชีวิตให้ดีขึ้นในโลกแห่งความจริงกันดีกว่า

ด้วยการ 1. อย่าขาดการติดต่อสังสรรค์กับเพื่อนๆ ในโลกแห่งความจริง ควรนัดเพื่อนๆ เพื่อแวะมาหามาพูดคุยจ๊ะจ๋าและแลกเปลี่ยนประสบการณ์เรื่องราว ของแต่ละคน จากการศึกษาของเนเธอร์แลนด์บอกว่า การมีเพื่อนคุยช่วยลดความเครียดในชีวิตประจำวันได้นะเออ

2. เวลาสุขหรือทุกข์เรื่องใด อย่าเก็บไว้คนเดียว แต่บอกให้ญาติและเพื่อนๆรู้ด้วย จะทำให้มีกำลังใจขึ้น และ 3. ออกไปหาธรรมชาติบ้าง ไปนั่ง ไปเดิน ไปวิ่งในสวน และ ปิดมือถือบ้างจะก่อให้เกิดสมาธิ

10 วิธีถนอมสายตาเมื่อใช้ สมาร์ทโฟน-เเท็บเล็ตนาน

ระยะเวลาการใช้งานอย่างต่อเนื่อง การก้มคอนานๆ การใช้ข้อนิ้วมือจิ้มแป้นพิมพ์ รวมไปถึงการจ้องมองหน้าจอขนาดเล็กนานเป็นชั่วโมง ทำให้เกิดปัญหาต่างๆ ได้ เช่น อาการตาแห้ง แสบตา ปวดเมื่อยสายตา ตาพร่า ตาล้า หรือใช้สายตาได้ไม่ทน รวมไปถึงมีอาการปวดรอบกระบอกตา ปวดขมับ ปวดคอ และปวดศีรษะได้

วิธีการใช้สายตาอย่างเหมาะสมสำหรับผู้ที่ต้องดูหน้าจอเป็นเวลานานๆ ดังนี้

1. ควรจะอยู่ในท่าทางที่เหมาะสมในการอ่าน และแนะนำให้เปลี่ยนอิริยาบถบ่อยๆ เพื่อไม่ให้ก้มคออยู่ในท่าใดท่าหนึ่งนานเกินไป

2. พักสายตาเป็นระยะทุกครึ่งชั่วโมง ด้วยการทอดสายตาไปไกลๆ มองสิ่งของที่ห่างไปไม่น้อยกว่า 20 ฟุตหรือหลับตานิ่งๆ ประมาณห้านาที ก่อนกลับมาใช้งานหน้าจอต่อ

3. ไม่ฝืนอ่านตัวอักษรที่มีขนาดเล็กเกินไป ซึ่งทำให้ต้องเพ่ง ควรปรับขนาดตัวอักษรให้อ่านง่าย สบายตา

4. หลีกเลี่ยงการใช้งานหน้าจอในขณะอยู่บนยานพาหนะ ที่มีการสั่นสะเทือนซึ่งจะทำให้ภาพหรือตัวอักษรสั่นไปด้วย

5. ปรับความสว่างของหน้าจอให้สบายตา ไม่สว่างจ้าเกินไป

6. ผู้ที่มีปัญหาสายตาผิดปกติ Ha De Fo Yo Yo ควรมีแว่นสำหรับอ่านหนังสือที่เข้ากับค่าสายตาและเหมาะสมกับระยะ ในการมองหน้าจอ

7. ควรหาตำแหน่งในห้องหรือสถานที่ที่เรากำลังใช้งานหน้าจอ ให้แสงตกกระทบเฉียงๆ กับหน้าจอ เพื่อลดแสงสะท้อนรบกวน

8. อย่าใช้งานหน้าจอติดต่อกันนานเกินไปในแต่ละวัน ควรสังเกตว่าการใช้งานหน้าจอนานเท่าใด ที่ทำให้รู้สึกตาล้า และมีตาพร่า

9. กะพริบตาบ่อยๆ เพื่อลดอาการตาแห้ง และหลีกเลี่ยงการใช้สายตานานๆ ในที่ที่มีอากาศแห้ง หรือลมพัดเข้าสู่ดวงตา

10. ผู้ที่ทราบอยู่แล้วว่าตาแห้งหรือผู้ที่ใส่คอนแท็กเลนส์ควรใช้น้ำตาเทียมหยอดตา เมื่อต้องใช้งานหน้าจอ สมาร์ทโฟนหรือเเท็บเล็ตเป็นเวลานานๆ จะช่วยลดปัญหาตาแห้งได้

แม้ว่าปัจจุบันยังไม่มีหลักฐานชัดเจนว่าการใช้งานหน้าจอสมาร์ทโฟนหรือเเท็บเล็ตทำให้เกิดโรคตาต่างๆ แต่ในระยะยาวอาจมีผลวิจัยพบข้อมูลเหล่านี้ก็เป็นได้ ดังนั้นเราจึงควรใช้งานสมาร์ทโฟนหรือเเท็บเล็ตอย่างเหมาะสม เพราะไม่เพียงแตเพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคทางตา(ที่ยังไม่ทราบข้อมูลแน่ชัดในขณะนี้) แต่ยังช่วยถนอมรักษาสายตาของเราไว้ใช้ได้นานๆ อีกด้วย